809

ตอนที่ 809 การรวมตัวที่ราชวัง

"..." สายตาของเถี่ยหลานกลายเป็นแดงก่ำหลังจากได้ยิน คำกล่าวของหลี่ฉีเย่ทำลายความมั่นใจของนางอย่างมาก

หลี่ฉีเย่ไม่ได้มองไปยังนาง ก่อนจะเดินเข้าไปในคฤหาสน์ เถี่ยหลานที่กำลังโกรธแค่นเสียง " หากเจ้าต้องการช่วยเหลือตระกูลเถี่ย เช่นนั้นก็บอกให้เหตุผลมาว่าทำไม ! "

หลี่ฉีเย่ยังไม่ได้สนใจนาง หากไม่ใช่เพราะเทพธิดาไฟสวรรค์ เขาจะไม่เสียเวลากับเรื่องนี้

" แม่นาง โปรดสงบลง สงบลงก่อน " เต่าชรารีบปลอบนางอย่างรวดเร็วหลังจากเห็นนางโกรธ เขาทำได้เพียงไกล่เกลี่ยอย่างช้าๆ

เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในเรื่องนี้จริงๆ หลังจากเขาปลอบอย่างต่อเนื่องเถี่ยหลานก็สงบลงและมองหลี่ฉีเย่ นางนั้นยังคงมีความที่ว่าหลี่ฉีเย่มีเจตนาร้ายต่อตระกูลนาง

วันหนึ่งหลี่ฉีเย่ตื่นขึ้นมา แต่มีเสียงตะโกนดังออกมาจากซากปรักหักัง เถี่ยหลานนั้นตื่นเช้ากว่าเขาและมาฝึกฝนทักษะของนาง

นางนั้นปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายเย็นชาและขยับมือนับไม่ถ้วนเพื่อควบคุมหอกจำนวนมาก หอกทุกเล่มบินไปบนท้องฟ้า บางครั้งปรากฏเป็นรูปมังกรบางครั้งปรากฏเป็นฟินิกซ์ หอกเหล่านี้บางครั้งเป็นห่าฝนบางคนร่ายรำราวกับกลีบดอกไม้

สุดท้ายด้วยเสียงคำราม หอกจำนวนมากมาร่วมตัวกันและโจมตีเพียงครั้งเดียว มีการระเบิดที่ทรงพลังระเบิดขึ้น เห็นได้ชัดว่านี้เป็นการโจมตีทีทรงพลังที่สุดของทักษะหอกตระกูลเถี่ย

หลังจากเถี่ยหลานเก็บหอก หลี่ฉีเย่ที่ยืนอยู่ด้านข้างก็พยักหน้าเอ่ย " ทักษะหอกกลีบวายุนี้อาจจะไม่ถือว่าสุดยอด แต่มันก็ยังโดดเด่นและน่าเกรงขาม สามารถฝึกฝนมายังระดับนี้ได้มันแสดงให้เห็นว่าเจ้าฝึกฝนอย่างหนัก "

หลี่ฉีเย่ประเมินนางไว้สูง ทว่าเถี่ยหลานนั้นไม่รับรู้และเพียงแค่นเสียง !

พรสวรรค์ของนางนั้นไม่เลวร้ายและนางพยามอย่างหนัก บางคนเรียกว่านางเป็นผู้หลงใหลในวรยุทธ์เพราะนางเอาแต่ฝึกพวกมัน ! ไม่เช่นนั้นนางไม่มีถึงระดับปรมจารย์หอกได้ด้วยอายุที่เยาว์โดยไม่มีคนสอนเช่นนี้ !

หลี่ฉีเย่เหลือบมองนางและเอ่ย " หากเจ้าต้องการเป็นผู้ฝึกตน ข้าสามารถสอนเจ้าได้ "

หลี่ฉีเย่ไม่ได้มีความรู้สึกใดๆกับเถี่ยหลาน เขาแค่อยากจะชักนำนางสู่เส้นทางอื่นเนื่องจากนางเป็นลูกหลานเทพธิดาไฟสวรรค์ เขาหวังว่ามรดกของเทพธิดาจะสืบทอดต่อไป

เถี่ยหลานหันมามองเขาและเอ่ย " มันไม่มีอาหารฟรีในโลก เจ้าต้องการอะไร ? " นางนั้นระวังตัวอย่างมาก

หลี่ฉีเย่มองนางกลับและเอ่ย " เจ้าคิดว่าข้ายังต้องการอะไรจากเจ้า ? กล่าวถึงความสามารถเจ้าเพียงระดับปานกลาง กล่าวถึงความงามเจ้าอาจจะกล่าวได้ว่าไม่น่าเกลียด ข้าเพียงแกว่งมือสาวงามจำนวนมากก็พรร้อมจะเดินตาม ! "

" เจ้า !  " ผู้หญิงนั้นมีความรู้สึกไวหากคนอื่นมาบอกนางน่าเกลียด และหลี่ฉีเย่ก็กล่าวเช่นนั้น !

หลี่ฉีเย่กคิ้วขึ้นและเอ่ย " เอาละ อย่าได้มาระวังข้านัก หากข้าต้องการบางสิ่งจากเจ้าจริงๆ เช่นนั้นก็ง่ายยิ่ง " เขาหยุดก่อนจะเอ่ยต่อ " สำหรับคนอายุระดับเจ้ามันอาจจะกล่าวได้ว่าพลาดช่วงเวลาที่ดีที่ดีในการบ่มเพาะ หากเจ้าไม่เริ่มตอนนี้ข้าเกรงว่าผมของเจ้าจะขาวซะก่อน ก่อนที่เจ้าจะเปลียนใจ "

เถี่ยหลานสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะมองหลี่ฉีเย่และเอ่ย " ข้าจะไม่เข้าร่วมกับนิกายใดๆ ข้าเป็นสมาชิกของตระกูลเถี่ยเท่านั้น ! "

นางนั้นเป็นคนปากแข็งมาก เพราะการกระทำของพ่อนาง นางจึงมองทุกอย่างในตระกูลเถี่ยเป็นสมบัติ นางนั้นมุ่งมั่นที่จะปกป้องตระกูลต่างจากบิดาของนาง !

ในความจริง ความสามารถของนางนั้นไม่เลว นิกายบางนิกายต้องการจะรับนาง แต่นางยังยึดติดกับตระกูลและไม่เข้าร่วมใดๆ

" เจ้าไม่มีคุณสมบัติจะเป็นศิษย์ข้า " หลี่ฉีเย่เหลือบมองนางและเอ่ย " ข้าเพียงจะสอนเจ้าบางอย่าง เจ้าจะรู้มันหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจ้า "

หลี่ฉีเย่หันกลับไปท่องบทสวดต่อ โดยไม่สนว่านางจะจำมันได้หรือไม่

ขณะที่หลี่ฉีเย่กำลังจะเดินไปที่จารึก เต่าชราทันใดนั้นก็วิ่งเข้ามาและเอ่ย " ท่านตัวตนอมตะ...ท่านจะสอนข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่ ? การบ่มเพาะของข้านั้นค่อนข้างตื้นและข้าไม่รู้ใดๆเกี่ยวกับยอดเต๋า ท่านตัวตนอมตะเป็นอัจฉริยะเหนือชั้นฟ้า เพียงคำสอนเดียวก็อาจจะทำให้ทั้งโลกตกตะลึง..."

เต่านั้นเห็นหลี่ฉีเย่จะสอนการบ่มเพาะให้กับเถี่ยหลาน ดังนั้นเขาจึงเข้ามาถามอย่างไม่อาย ผู้ฝึกตนที่ดีจะไม่ปล่อยให้โอกาสดีๆหลุดลอยไป

หลี่ฉีเย่มองเขาและเอ่ย " โอ้ว ? ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องการจะกลับไปยังแม่น้ำทรายดูดก่อนหน้ารึ ? ทำไมตอนนี้เจ้ามาขอให้ข้าช่วยแล้ว ? "

เต่าชรานั้นไอและเอ่ย " ท่านตัวตนอมตะเข้าใจข้าผิดแล้ว เคาครพของข้าต่อท่านเหมือนกับแม่น้ำไม่สิ้นสุด ด้วยคำสั่งของท่านข้าจะพุ่งไปยังทะเพลิงและภูเขาดาบ..."

" เอาหละหยุดเลียข้า " หลี่ฉีเย่ขัดจังหวะ " หากเจ้ายังอยู่ต่อ ข้าจะคิดเกี่ยวกับมัน "

เต่าชรานั้นอยากจะพูดบางอย่างแต่เขาก็ไม่เอ่ยสิ่งใดขึ้นมาอีก

" ในอีกสองวันพวกเราจะยังเมืองหลวงหัววัว พวกเราจะนำสาวน้อยนี้ไปด้วย " หลี่ฉีเย่สั่ง

เต่าชราสั่นหลังจากได้ยิน เขานั้นอยู่ตัวคนเดียวและใช้เวลาส่วนใหญ่ซ่อนตัวด้านล่าง แต่ตอนนี้เขาต้องเผชิญหน้ากับผู้เชียวชาญจำนวนมาก นี่ทำให้เขากังวล

" จะเกิดอะไรขึ้นหากแม่นางเถี่ยไม่ยอมไป ? " เต่าชราพยามจะหาทางหนี

หลี่ฉีเย่อมยิ้มและเอ่ย " เช่นนั้นเจ้าก็ไปเกลี่ยกล่อมนางให้ข้า ! " หลี่ฉีเย่ชื่มชมทักษะการกล่อมของเต่านี้ นอกจากนี้เต่านี้แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

" หากนางไม่ต้องการไปจริงๆ เช่นนั้นก็มัดและนำนางไปที่นั้น " หลี่ฉีเย่กล่าวเสียงเรียบ " นางจะไม่มีทางเลือกเมื่อข้าอยู่ที่นี่ "

เต่านั้นไม่กล้ากล่าวอะไรและหดหัวไปในกระดอง เขารู้ว่าหลี่ฉีเย่เริ่มจะรำคาญแล้ว

ประเทศหัววัวนั้นแทบจะไม่ได้รับการสนใจเพราะเป็นประเทศระดับสองในเขตอสูร ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็เป็นเมืองขึ้นของหุบเขากลืนสวรรค์

ประเทศเล็กๆนี้ถูกควบคุมโดยซู่หมิงเฉินและยังมีผู้นำประเทศอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง ในหมู่พวกเขาเผ่าปีศาจศักดิ์สิทธิ์และนิกายหลุมกะโหลกนั้นแข็งแกร่งที่สุดและเป็นขุมอำนาจระดับหนึ่ง

แม้ว่าการประชุมครั้งนี้จะเหมือนการที่เหล่าผู้นำมาคุยกัน เหตุผลที่สำคัญก็คือผู้จัดงาานี้คือราชันนก ! ไม่เช่นนั้นซู่หมิงเฉินลำพังไม่อาจะเชิญทางสองขุมอำนาจที่แข็งแกร่งกว่ามาได้

ราชันนกนั้นพึงเดินทางมาถึงประเทศหัววัวไม่นาน หลายนิกายก็พยามเข้ามาสร้างสัมพันธ์ ด้วยเหตุนี้ซู่หมิงเฉินจึงเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงให้กับผู้นำคนอื่น

บรรดาผู้นำนิกายและขุนนางจำนวนมากต่างมากถึงงาน แต่ราชันนกยังไม่ปรากฏ

ในความจริง ผู้เยาว์เช่นราชันนกนั้นไม่ได้ทำให้เผ่าปีศาจศักดิ์สิทธิ์และนิกายกลุมกะโหลกต้องมา ราชันนกนั้นเป็นเพียงผู้ปกครองประเทศขนนก เขายังไม่เข้าสู่ระดับราชันเทพสวรรค์ด้วยระดับการฝึกตนเขาอาจจะถูกมองว่ามีความโดดเด่นเล็กน้อยในรุ่นเยาว์

ทว่าสิ่งสำคัญจริงๆสำหรับคนภายนอกก็คือ เขาเป็นศิษย์ลำดับสองของหุบเขากลืนสวรรค์ และยังเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับเจ้าชายวัวทองคำ รวมถึงยังได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโส ดังนั้นสถานะของเขาในเขตอสูรจึงค่อนข้างมาก

เมื่อเวลาผ่านไปแต่เจิงเฟยก็ยังไม่มาและหลี่ฉีเย่ก็เช่นกัน ซู่หมิงเฉินในฐานะเจ้าบ้านรู้สึกกังวล เขาหวังว่าทั้งสองจะไม่สร้างปัญหา หากเกิดการต่อสู้ในประเทศเล็กๆของเขา เขาอาจจะไม่สามารถรบผลกระทบได้

หลี่ฉีเย่สุดท้ายก็ปรากฏกายขณะที่ซู่หมิงเฉินกำลังยืนรอ เขานั้นนั่งบนหลังเต่าพร้อมกับเถี่ยหลานด้านข้าง

ซู่หมิงเฉินโล่งอกหลังจากเห็นหลี่ฉีเย่มาถึง เขารีบออกไปตอนรับอย่างรวดเร็ว

แขกคนอื่นๆนั้นไม่พอใจ ในฐานะผู้นำพวกเขาพบว่ามันแปลกที่กลุ่มของหลี่ฉีเย่อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะเถี่ยหลานมองยังไงก็เป็นมนุษย์ธรรมดา

มนุษย์นั้นไม่สามารถมางานเลี้ยงนี้ได้ ทั้งสามคนในกลุ่มล้วนแต่แปลกประหลาด ดังนั้นหลายคนจึงมอง

สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจอย่างมากก็คือหลังจากหลี่ฉีเย่มาถึง เขาไม่ได้ทักทายผู้นำหรือขุนนางคนอื่น กลับกันเขาเดินไปนั่งตำแหน่งประธาน นี้ทำให้หลายคนรำคาญ !

คนเหล่านี้ล้วนเป็นผุ้นำของรัฐใกล้เคียง มันอาจจะกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้กำหนดชีวิตและความตายของคนอื่น ทว่าผู้เยาว์คนหนึ่งเดินเข้ามาไม่สนใจพวกเขาและนั่งเก้าอี้ประธาน

หนึ่งในผู้นำเอ่ยถามอย่างไม่มีความสุข " ราชันวัว นี้ท่านเชิญคนอื่นมาด้วย ? "

ราชันวัวนั้นรู้สึกลำบากใจ เขานั้นไม่สามารถทำร้ายหรือหลี่ฉีเย่หรือคนอื่นได้ แต่หลี่ฉีเย่ไม่มีข้อจำกัด หากเขาไม่พอใจแม่น้ำเลือดและความวุ่นวายจะเกิด ชายคนนี้กระทั้งสังหารหมู่ตระกูลเซียนและต่อสู้กับอาณาจักร ! ประเทศเล็กๆของเขาไม่อาจะเทียบอะไรได้

" นายน้อยหลี่มาที่นี่เพื่อคุยบางอย่างกับราชันนก " ซู่หมิงเฉินตอบด้วยรอยยิ้ม

แขกเหล่านั้นมองดูหลี่ฉีเย่อีกครั้ง ในใจพวกเขาล้วนคิดว่าหลี่ฉีเย่ไม่มีคุณสมบัติที่จะคุยกับราชันนก ทว่าหากมันเป็นจริง เช่นนั้นมันจะดีกว่าหากพวกเขาไม่สร้างความรำคาญ

เวลาผ่านไปราชันนกก็ยังไม่มา ดังนั้นเหล่าผู้นำได้แต่รอ ! นี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ง่ายสำหรรับซู่หมิงเฉิน เขาหวังให้เวลาเดินไปข้างหน้าเร็วๆ

ตรงกันข้าม หลี่ฉีเย่ยังคงนั่งอย่างสงบอยู่ที่เดิม.

ความคิดเห็น